หน้าแรก | กระดานข่าว | บ้านปะการัง | ห้องภาพ | ทำเนียบรุ่น | ห้องสนทนา | งานอนุรักษ์ฯ | ปฏิทิน | FAQ |

ปลาหมีกยักษ์
- ต่างประเทศ

รอยเตอร์/เอพี – ต่อไปนี้ “ปลาหมึกยักษ์” จะไม่เป็นแค่เพียงจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้จับภาพหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่สุดแห่งโลกทะเลลึกได้อย่างไม่น่าเชื่อได้เป็นครั้งแรก

”ปลาหมึกยักษ์” สิ่งมีชีวิตประหลาดลึกลับใต้ทะเลลึก ที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าและจินตนาการตามหนังสือนิทานและภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีผู้ใดพบตัวเป็นๆ จริงๆ หรือร่องรอยแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งบัดนี้ ข้อมูลปลาหมึกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีบันทึกมาก็คือปลาหมึกที่มีตัวยาว 18 เมตร ซึ่งตายลงและนำมาวัดขนาด โดยปลาหมึกยักษ์ตัวดังกล่าวถูกจับด้วยอวนของเรือประมง
ทว่า สึเนมิ คูโบเดรา (Tsunemi Kubodera) จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งญี่ปุ่น (National Science Museum) และเคียวอิจิ โมริ (Kyoichi Mori) จากสมาคมชมวาฬแห่งโอกาซาวารา (Ogasawara Whale Watching Association) ทั้งคู่ได้บันทึกภาพ “หมึกยักษ์” หรือ “อาร์ซิทิวทิส” (Architeuthis) ได้เป็นครั้งแรก ขณะที่เจ้าสัตว์ลึกลับตัวนี้กำลังปะทะเข้ากับเบ็ดที่ยาว 900 เมตร ใต้ผืนน้ำอันเย็นและมืดสนิทในแถบทะเลแปซิฟิกเหนือ (North Pacific)
Photograph courtesy T. Kubodera and K. Mori


Photograph copyright New Zealand Herald/Corbis Sygma
”พวกเรานำภาพสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่สุดในธรรมชาติมาแสดงให้ชมกัน” ทั้ง 2 กล่าวหลังจากภาพหมึกยักษ์ลงตีพิมพ์ในวาสารของราชสมาคมวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ทางด้านชีววิทยา (journal Proceedings B of the Royal Society) ในวันนี้ (28 ก.ย.) ซึ่งหมึกยักษ์ที่พบ มีสีม่วงแดงเหมือนปลาหมึกอื่นๆ ในตระกูล นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นปลาหมึกยักษ์โตเต็มที่ มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์และอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของตัวมัน

ปัจจุบันนี้เรามีข้อมูลอยู่เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับเจ้า “หมึกยักษ์” เพราะสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีกระดูกสันหลังใหญ่ที่สุดในโลกชนิดนี้อาศัยอยู่ในแห่งหนใดก็ยากจะระบุแน่ชัดและยังยากที่จะหาตัวเป็นๆ มาศึกษาได้ อีกทั้งการออกเรือใหญ่พร้อมทั้งอุปกรณ์เฉพาะทางในการค้นหานั้นก็ดูเหมือนจะลงทุนมหาศาลและไม่คุ้มกับผลที่ได้มา เพราะอาจคว้าน้ำเหลวเอาได้ง่ายๆ ซึ่งหมึกยักษ์ชนิดนี้จะต้องดำดึ่งลงไปค้นหาที่ใต้ทะเลลึกเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นคู่นี้ได้มีโอกาสพบร่องรอยปลาหมึกยักษ์นั่นก็เพราะ ทางทีมงานได้ติดตาม “วาฬสเปิร์ม” (Sperm Whales) ซึ่งเจ้าวาฬสเปิร์มตัวใหญ่ยักษ์นี้เป็นสัตว์ยอดนักล่าหมึกยักษ์ ที่มารวมตัวกันในทะเลลึกแถวๆ เกาะในย่านโอกาซาวารา แปซิฟิกเหนือ ระหว่างช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมที่ผ่านมา


”ลักษณะเฉพาะที่ดูประหลาดเป็นอย่างยิ่งของปลาหมึกยักษ์นั่นก็คือ หนวดคู่ที่มีความยาวอย่างมาก แยกออกมาจากแขนสั้นๆ อีก 8 แขน ซึ่งเจ้าหนวดแสนแข็งแรงคู่นั้นมีความยาวมากกว่า 2 ใน 3 เท่าของตัวอย่างปลาหมึกตัวที่ยาวที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้” นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ระบุลงในวารสาร และเมื่อนำดีเอ็นเอมาทดสอบเปรียบเทียบ พบว่าเหมือนๆ กับปลาหมึกยักษ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่รอบเกาะญี่ปุ่น

นอกจากนี้ พวกเขายังชี้ว่าปลาหมึกยักษ์ที่ปรากฏตัวมาให้เขาบันทึกภาพนี้มีความเป็นนักล่าสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ยิ่งนัก โดยจะใช้หนวดและแขนทั้งหมดเข้าไปพันเหยื่อ ก่อนที่จะใช้หนวดอันแข็งแรงทั้ง 2 จัดการกับเหยื่อ

อย่างไรก็ดี นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านปลาหมึกยักษ์ โดยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีออคแลนด์ (Auckland University of Technology) ได้แสดงความยินดีกับการบันทึกภาพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่น แต่ก็แสดงความเห็นว่าการบันทึกภาพได้ครั้งนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้องค์ความรู้เกี่ยวกับหมึกยักษ์ก้าวหน้าอะไรไปมากนัก

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ของนิวซีแลนด์หวังว่าจะจับหมึกยักษ์ในวัยเยาว์มาศึกษาและเพาะเลี้ยง ซึ่งทีมของ ม.ออคแลนด์ก็จับมาได้แล้ว 17 ตัวเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ตายในบ่อเลี้ยงทั้งสิ้น

”ปลาหมึกยักษ์” หรือ “อาร์ชิทิวทิส” นับเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ลึกลับ เพราะไม่มีใครเคยพบหมึกยักษ์ในทะเลลึกตามธรรมชาติ ที่ผ่านมาหลายคนคาดเดาว่าสัตว์ยักษ์ชนิดนี้อาจมีอายุยืนยาวหลายสิบหรือนับร้อยปี และอาศัยในทะเลลึกหลายร้อยเมตร และปลาหมึกยักษ์ชนิดนี้กลายเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีทั้งจากตำนานกรีกโบราณและจากเรื่อง “ใต้ทะเล 20,000 โยชน์” (20,000 Leagues Under the Sea) ผลงานของ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne)
Illustration by John Dawson, copyright National Geographic Society


สำเนาจาก :: ผู้จัดการออนไลน์ :: บทความแปล
อ้างอิงบทความเดียวกันจากต่างประเทศ :: NationalGeographic



แล่เนื้อฉลามวาฬ
- ต่างประเทศ

ม่นานมานี้เอง พวกเราได้ไปท่องเที่ยวดำน้ำ บริเวณทางตอนเหนือของเกาะที่สวยงามของ Zanzibar เป็นเวลาถึง 8 วัน ด้วยจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมหาศาลที่ได้พบ ไม่ว่าจะเป็น เต่าทะเล มอเรย์ กระเบนจุด ปลานโปเลียน เป็นต้น

เช้าวันสุดท้ายของเรา (4 กค. 2548) ก่อนที่จะบินกลับประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวันสบาย ๆ บนชายหาด ที่มีบรรยากาศแห่งความสนุกสนานอยู่รอบด้าน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการร้านดำน้ำที่เราไปใช้บริการว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดขึ้น คือกลุ่มชาวประมงที่ออกหาปลาตอนกลางคืน ได้กลับมาในตอนเช้าพร้อมกับฉลามวาฬหนุ่ม พวกเขาใช้เชือกผูกฉลามตัวนี้ แล้วลากติดมากับเรือหาปลา ซึ่งมันยังคงมีชีวิตอยู่ และตกอยู่สภาพอันตรายมาก

นักท่องเที่ยวบางคน ได้ทำการการถ่ายภาพและถ่ายวีด๊โอของชาวประมงกลุ่มนี้ ในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขากำลังตัดครีบของฉลามวาฬตัวนี้อยู่ ไม่มีใครสักคนที่จะหยุดยั้งพวกเขา หรืออธิบายให้พวกเขาให้ทราบว่า การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ชาวประมงเหล่านั้นรู้แต่เพียงว่า ครีบของฉลามมีราคาแพงมากเมื่อนำไปขายในตลาดปลา แต่หลังจากนั้นกรมประมงก็ได้รับการร้องเรียนทางโทรศัพท์ให้มาทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็ไม่ทราบว่าพวกเขาจะมาดูอะไร ได้แต่หวังให้มีการถามหาความรับผิดชอบจากชาวประมงนี้

ด้วยสำนึกของการดำน้ำ ผมรู้สึกไม่ดี ต่อการนำภาพฉลามวาฬที่กำลังถูกแล่เนื้อมาให้ดูนี้ จุดถ่ายภาพ มีระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร จากจุดที่พวกเราไปดำน้ำกัน ขณะนี้คือปี 2548 ที่ยังมีการเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตจากทะเล เพื่อต้องการอวัยวะบางส่วน โดยเฉพาะครีบของฉลามอีกหรือ? ทำไมกรมประมงจึงไม่ให้ความรู้ความเข้าใจต่อชาวประมงท้องถิ่น ว่าสิ่งใดพวกเขาสามารถ และไม่สามารถ นำขึ้นมาจากทะเล ทำไมจึงไม่อธิบายถึงผลกระทบต่าง ๆ ต่อไป โดยอาศัยหลักของกฏหมาย



ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การต่อสู้ของผมครั้งต่อไป จะเพื่อฉลาวาฬที่ยังอยู่ใต้น้ำ ไม่ใช่ที่อยู่ด้านบน และรูปภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องจุดประกายความตื่นตัว และเรียกร้องถึงความช่วยเหลือ เพื่ออนุรักษ์มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทีอาศัยอยู่ต่อไป


เรื่องโดย :: Greg Puchert - London, England (formerly East London - South Africa)
ภาพโดย :: sharklife.co.za
เรียบเรียงจาก :: http://www.sharklife.co.za :: บทความต้นฉบับ


ยานบังคับใต้น้ำเอื้ออาทร
- ต่างประเทศ

องพิจารณาดูว่ายานบังคับระยะไกล (Remotely Operated Vehicle: ROV) ที่ใช้กันใต้น้ำ จะมีราคาสูงถึง $8,000 ถึง หลายล้านดอลล่าห์ แต่เจ้าเครื่องที่สร้างเองนี้มีราคาแค่ $100 เท่านั้น ซึ่งเป็นยานใต้น้ำที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

ระยะเวลาในการสร้างก็เพียงแค่ 2 สัปดาห์ โดยสร้างขึ้นจากท่อพีวีซีขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งกล้อง ขาวดำ และกล้องสีไว้ พร้อมด้วยระบบไฟส่องอินฟราเรด สำหรับงานถ่ายกลางคืน มีสายไฟที่โยงไปได้ไกลถึง 100 ฟุต สำหรับป้อนพลังงานไฟฟ้า และส่งสำหรับส่งภาพวีดีโอกลับมายังพื้นผิวเพื่อกระบวนการเฝ้าติดตาม และบันทึกแบบ real-time


แปลมาจาก :: engadget.com :: บทความต้นฉบับ


ลำแสงสีแดงมรณะ
- ต่างประเทศ


สัตว์ตัวอย่างที่เปล่งแสงได้ (Erenna specimen)
ค้นพบได้จากทะเลลึกนอกชายฝั่งแคลิฟอเนีย
สำหรับปลาแล้ว แสงสีแดงมีความอันตรายมากกว่าที่หลายคนเคยนึกถึง และยิ่งลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น

สิ่งที่ค้นพบใหม่จากทะเลลึก เป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับแมงกระพรุน คือการปล่อยพลังงานแสงสีแดง ภายใต้ทะเล เพื่อล่อปลาให้มาติดกับดักของมัน


การค้นพบนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะว่านักวิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้มาว่าภายใต้ทะเลลึกมาก ๆ สัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ ไม่สามารถมองเห็นแสงสีแดงได้ตั้งแต่พวกมันเกิด เนื่องจากเป็นความลึกระดับที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่สัตว์ในความลึกระดับนั้น จำเป็นต้องรับรู้ถึงความแตกต่างของสี

สัตว์ที่มีความบอบบาง ลักษณะขุ่นใส ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลังสายพันธุ์แรก ที่พบว่าพวกมันสามารถผลิตแสงสีแดงได้

ส่วนสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ อยู่ในสกุล Erenna ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสกุลที่สามารถเปล่งแสงได้ เพื่อการป้องกันตัวจากสัตว์อื่น

รายละเอียดจากการค้นพบ เปิดเผยขึ้นเมื่อ วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 ในวารสารวิทยาศาสตร์ ที่เปิดเผยโดย Steven Haddock จากสถาบันวิจัยทางทะเล Monterey Bay Aquarium Research Institute.

แสงสีแดง จะถูกสร้างโดยระบบเปล่งแสงแบบฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งเป็นคลื่นแสงความยาวต่ำเช่นเดียวกับสีน้ำเงิน แต่แสงสีน้ำเงินถูกสร้างโดยกระบวนการที่เรียกว่า bioluminescence ซึ่งสิ่งมีชีวิตจะปรับเปลี่ยนสารเคมีให้เป็นแสง คล้ายกับแท่งเรืองแสงที่มีจำหน่ายให้กับเด็ก สัตว์ทะเลมีวิวัฒนาการในการผลิตแสงสีน้ำเงินเนื่องจากมันสามารถเดินทางได้ดีภายใต้มหาสมุทรนั้น

กระบวนการ Bioluminescence นี้ เกือบจะเรียกได้ว่ามีอยู่ในเฉพาะสัตว์ทะเล ยกเว้นสัตว์ชนิดหนึ่งคือหิ่งห้อย

ทีมงานของ Haddock ได้ใช้หุ่นยนต์ดำน้ำในการเก็บตัวอย่างสัตว์ 3 ชนิดจากทะเลปิดนอกชายฝั่งของแคลิฟอเนีย

2 ใน 3 ของสัตว์ตัวอย่างพบว่ามีปลาอยู่ในตัวมัน ซึ่งด้วยความลึกระดับนั้นไม่มีปลาอาศัยอยู่มากนัก Haddock และเพื่อนร่วมงานของเขาชี้ให้เห็นว่าแสงสีแดงดึงดูดปลาได้ และบางทีความสามารถในการมองเห็นแสงในทะเลลึก อาจจะเป็นเรื่องปกติ เกินกว่าที่พวกเราเคยได้รับรู้กันมา

แปลมาจาก :: livescience.com ::บทความต้นฉบับ
เขียนโดย :: Robert Roy Britt, LiveScience Senior Writer
ภาพโดย :: Steve Haddock



ระบบหายใจใต้น้ำแบบปลา
- ต่างประเทศ

นักประดิษฐ์ชาวอิสราเอล ได้ทำการพัฒนาอุปกรณ์ระบบหายใจใต้น้ำโดยไม่ใช้ขวดอัดอากาศ หลักการประดิษฐ์แบบใหม่ชนิดนี้ จะเป็นการนำอ๊อกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำมาใช้ หายใจให้กับนักดำน้ำสกูบ้า และภายในเรือดำน้ำ และการประดิษฐ์นี้เองได้รับความสนใจจาก นักประกอบการอุตหกรรมการดำน้ำ และกองทัพเรืออิสราเอล

แนวความคิดการหายใจใต้น้ำ โดยไม่พึ่งพาขวดอากาศเป็นความฝันของ ผู้ประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์มานานหลายปี ในภาพยนตร์ของ จอร์จ ลูคัส เรื่อง “Star War : The Phantom Menace” ก็มีการนำอุปกรณ์ในแนวความคิดดังกล่าวมาใช้ ในตอนที่ โอบีวัน ส่งเครื่องช่วยหายใจใต้น้ำแก่ Jedi ซึ่งนิยายวิทยาศาสตร์วันวานได้กลับมาเป็น วิทยาศาสตร์แห่งความจริงในวันนี้ในโลกของเรา ด้วยนักประดิษฐ์ชาวอิสราเอลคนหนึ่งกับความฝันของเขา


รูปโครงสร้างระบบหายใจใต้น้ำแบบใหม่
มีข้อจำกัดหลายอย่างในวิธีการหายใจใต้น้ำด้วยขวดอากาศ สิ่งแรกคือเวลาทำการใต้น้ำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากแรงดันอากาศภายในขวด ข้อจำกัดอีกอันหนึ่งคือความน่าเชื่อถือในอากาศจากบริเวณแหล่งดำน้ำ ที่เติมเข้าสู่ขวด ว่ามีความสะอาดปราศจากมลพิษมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะส่งผลอันตรายต่อนักดำน้ำได้ และปัญหาสุดท้ายสำหรับการหายใจใต้น้ำด้วยขวดอากาศคือ เมื่ออากาศถูกใช้ไปจนใกล้หมดขวด ก็จะเปลี่ยนความสมดุลต่อนักดำน้ำที่อยู่ในน้ำด้วย


วิศวกรได้พยายามอย่างมากในการข้ามข้อจำกัดดังกล่าวมาหลายปีแล้ว เช่น เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และสถานีอวกาศก็ใช้ระบบผลิตออกซิเจนจากน้ำ โดยกระบวนการ “Electrolysis” คือการแยกออกซิเจนจาก ไฮโดเจน ด้วยวิธีการทางเคมี ระบบเหล่านี้ต้องการพลังงานจำนวนมากในการทำงาน ซึ่งด้วยเหตุผลนี้ เรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีขนาดเล็กกว่า จึงไม่สามารถใช้ระบบแยกออกซิเจนดังกล่าวได้ นอกจากนี้เรือดำน้ำยังต้องการปรับพื้นที่เพื่อเติมอากาศเพื่อบรรจุลงขวดอากาศบ่อยครั้งขึ้นด้วย นักดำน้ำแน่นอนว่าไม่สามารถจะที่คิดพกพาเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อนำไปป้อนเป็นพลังงานได้ ดังนั้นการข้ามขีดจำกัดนี้นักประดิษฐ์ชาวอิสราเอล Alon Bodner จึงคิดไปถึงปลาในทะเล

ปลาไม่ต้องใช้กระบวนการทางเคมีในการแยกออกซิเจนออกจากน้ำ แต่พวกมันจะหายใจโดยใช้การซึมซับอ๊อกซิเจนจากในน้ำแทน ในมหาสมุทร คลื่นและกระแสน้ำใต้ทะลได้ช่วยผลิตอากาศเล็กภายในน้ำอยู่แล้ว การศึกษาในเชิงลึกได้แสดงให้เห็นว่าในความลึก 200 เมตรใต้ทะล มีการซึมซับของอากาศอยู่ประมาณ 1.5% ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่มันก็เพียงพอในการหายใจอย่างสบายของทั้งปลาเล็ก และปลา ภายใต้น้ำลึกขนาดนั้น

   
Alon Bodner
ความคิดของ Bodner ถูกสร้างเป็นระบบเลียนแบบปลาที่ใช้อากาศภายในน้ำ ซึ่งจะทำให้ทั้งเรือดำน้ำขนาดเล็ก และนักดำน้ำลึก สามารถที่จะสลัดขวดอากาศที่เกะกะและมีขนาดใหญ่ทิ้งไปได้

ระบบที่พัฒนาโดย Bodner จะใช้หลักฟิสิกส์ที่รู้จักกันดีที่เรียกว่า “Henry Law” ซึ่งอธิบายการแทรกซึมของแก็สเฉื่อยในของเหลว ซึ่งกฎนี้ใช้หลักการของความดัน โดยความดันที่ลดลงก็จะคายแก็สออกจากของเหลว การสร้างออกซิเจนจากนั้น จะทำการปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างรวดเร็ว ภายใต้กล่องปิดผนึกขนาดเล็กที่พกพาลงไปใต้ทะเล ระบบนี้จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ชาร์ทไฟใหม่ได้ และการคำนวณชี้ให้เห็นว่าแบตเตอรีลิเทียม 1 กิโลกรัมสามารถป้อนพลังงานเพื่อให้นักดำน้ำสามารถดำน้ำได้นานถึง 1 ชั่วโมง


Bodner ได้สร้างระบบทดสอบในห้องแลปเรียบร้อยแล้ว และเขากำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างตัวต้นแบบจริง ลิขสิทธิ์สำหรับการประดิษฐ์นี้ก็ได้รับการอนุมัติจากยุโรป รวมถึงการรอการอนุมัติตรวจสอบในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

โครงการนี้ก็ได้รับการดูแลจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดำน้ำ และกองทัพเรืออิสราเอล การสนับทางการเงินเบื้องต้นก็ได้รับการดูแลโดย รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ของอิสราเอล สำหรับ Bodner ขณะนี้กำลังมองหานักลงทุนเอกชนเพื่อช่วยเขาในการทำให้โครงการนี้เป็นผลสำเร็จให้ได้

ถ้าทุกสิ่งดำเนินไปตามแผนงาน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การหายใจใต้น้ำโดยไม่ใช้ขวดอากาศ ก็จะมีให้ได้ใช้งานกัน และจะยึดติดไปกับนักดำน้ำในรูปแบบของชุดดำน้ำ ซึ่งจะทำให้พวกเขาอยู่ใต้น้ำได้นานหลายชั่วโมง

แปลมาจาก :: http://www.isracast.com :: บทความต้นฉบับ

2 comments 2 comments ( 206 views )   |  ปักหลัก


ถัดไป