<?xml version="1.0" encoding="TIS-620"?>
<feed version="0.3" xmlns="http://purl.org/atom/ns#" xml:lang="">
	<title>:: ThaiDive.Org :: บ้านปะการัง</title>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php" />
	<modified>2012-02-05T06:06:34Z</modified>
	<author>
		<name>ThaiDive</name>
	</author>
	<copyright>Copyright 2012, ThaiDive</copyright>
	<generator url="http://www.sourceforge.net/projects/sphpblog" version="0.4.8">SPHPBLOG</generator>
	<entry>
		<title>ดำสกูบ้าปอดไม่เสื่อม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060717-175136" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table>
<tr valign="top">
<td width="300" align="center"> 
<img src="images/blogpics/ScubaDiving.jpg"><br>
ภาพโดย : maritimetravel.ca
</td>
<td>
<b>Kronshagen, Germany (Jul 11, 2006 21:01 EST) : </b>การศึกษาชิ้นหนึ่งโดย สถาบันเวชกรรมทหารเรือเยอรมัน (German Naval Medical Institute) แนะนำว่านักดำน้ำลึก หรือสกูบ้า ไม่ได้รับความเสี่ยง ต่อการเสื่อมถอยของการทำงานของปอด
<br><br>
นักวิจัยหลายคนได้ทำการทดลองการทำงานของปอดกับ ทหารเรือเยอร์มันที่มีสุขภาพที่ดี จำนวน 590 คน โดย 468 คน เป็นทหารนักดำน้ำสกูบ้า และ 122 คน เป็นทหารเรือประจำเรือดำน้ำ
</td>
</tr>
</table>
<br />การทดสอบดำเนินไปกว่า 5 ปี ด้วยการทดสอบการทำงานของปอดอย่างน้อย 3 ประเภท ซึ่งรวมถึง การทดสอบ FEV1 (first second of a forced expiratory maneuver)  และ การทดสอบ FVC (forced vital capacity) ด้วย<br /><br />การทดสอบมีขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ระหว่างคร้งแรก และครั้งสุดท้ายของการวัด ให้ผลที่น่าสนใจว่า การทดสอบ FEV1 ของทหารทั้งสองกลุ่มให้ผลลัพธ์ที่เกินกว่าที่คาดคิด กล่าวคือนักวิจัยได้พบว่า ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีความเสื่อมถอยของการทำงานของปอด บนการทดสอบ FEV1 ของทหารทั้งสองกลุ่มด้งกล่าว<br /><br />อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่ อายุ กลับจะเป็นสาเหตุของการเสื่อมถอยของการทำงานของปอดมากกว่า ซึ่งรายงานผลการวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร เชส ด้วย (Journal Chest)<br /><br /><br /><br />แปลมาจาก :: บทความต้นฉบับ <a href="http://www.underwatertimes.com/news.php?article_id=30854172910" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br />รูปภาพ ::maritimetravel.ca<br /><br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060717-175136</id>
		<issued>2006-07-17T00:00:00Z</issued>
		<modified>2006-07-17T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ฉลามเสือท้องแก่ถูกสังเวย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060314-180652" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table border=0>
<tr>
<td  width="40%" align=center>
<img src=images/blogpics/tiger_shark1.jpg>
<br>
<font size=-1>ฉลามเสือความยาว 14 ฟุต และหนัก 500 กก.</font>

</td>
<td valign=top width="60%" colspan=2 align=left >
<font size=+2><b>เ</b></font>จรูดอง, บรูไน (Jerudong, Brunei) ฉลามเสือน้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม ถูกจับโดยชาวประมงอินโดนีเซีย ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นฉลามเสือท้องแก่<br>
<br>
ฉลาม สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีความดุร้าย ตัวร้ายตัวนี้ มีความยาวถึง 14 ฟุต และมีเส้นรอบวงลำตัวถึง 9 ฟุต กำลังตังครรภ์ลูกฉลามถึง 40 ตัว ในท้องของมัน
</td>
</tr>

<tr>
<td valign=top width="60%" colspan=2 align=left>
<br>ชาวประมงได้จับฉลามตัวนี้ด้วยอวน ราว 9 นาฬิกาของวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2549 และใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อลากมันกลับมายังฝั่ง<br>
<br>
ที่ตลาดปลาทันทีที่กลับมาถึง กลุ่มชาวประมงดังกล่าว ได้ตัดหูของฉลามเพื่อนำไปขาย ด้วยราคา $50 ดอล์ล่าห์ หรือประมาณ 2,000 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งด้วยน้ำหนักทั้งหมดแล้ว พวกเขาสามารถขายได้ถึง $500 ดอล์ล่าห์ หรือ ราว 20,000 บาท ต่อน้ำหนักของหูฉลามทั้งหมด 10 กิโลกรัม<br>
<br>
ฉลามเสือเป็นสัตว์ทะเลที่มนุษย์กลัวมากที่สุด รองแต่เพียงฉลามขาว ซึ่งความยาวสูงสุดของลำตัวจะมีขนาด 18 ฟุต มีนิสัยดุร้าย และ พบได้ในทะเลที่มีอุณหถูมิพอเหมาะ 
</td>
<td width="40%" align=center>
<img src=images/blogpics/tiger_shark2.jpg>
<br>
<font size=-1>ฟันอันแหลมคมของฉลามเสือ</font>
</td>
</tr>

</table>
<br /><br />แปลมาจาก :: underwatertimes.com :: <a href="http://www.underwatertimes.com/news.php?article_id=51010879324" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br /><br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060314-180652</id>
		<issued>2006-03-14T00:00:00Z</issued>
		<modified>2006-03-14T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ขี้ปลาวาฬล้ำค่าดั่งทองคำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060131-181018" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table>
<tr valign="top">
<td>
<font size="+2"><b>ส</b></font>ตริกกี เบย์ (Streaky Bay), ประเทศออสเตรเลีย ครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ชายฝั่งตะวันตก ด้านทางใต้ของประเทศออสเตรเลีย ได้ค้นพบก้อนแร่ประหลาด ที่สำรอกออกมาจากปลาวาฬ บนหาดทรายแห่งนั้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญดอลล่าห์
 <br><br>
เจ้าก้อนแร่ ที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ขี้ปลาวาฬ คือสื่งที่บริษัททำน้ำหอมต่างเสาะหาอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมันมีค่าถึง 20 เหรียญสหรัฐต่อ กรัม
<br><br>
สำหรับก้อนที่ค้นพบบนชายหาดตรง สตริกกี เบย์ นี้หนักถึง 14.75 กิโลกรัม
</td>
<td>
<img src="images/blogpics/ambergris.jpg"><br>
<font size="-1">Loralee, หญิงผู้ค้นพบขี้ปลาวาฬที่สตริกกี เบย์</font>
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />Ken Jury, หนึ่งในครอบครัวผู้ค้นพบ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พบขี้ปลาวาฬสำหรับทำน้ำหอมในภาคใต้ของออสเตรเลีย<br /><br />เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สถานที่ครั้งล่าสุดที่ค้นพบเจ้าขี้ปลาวาฬในออสเตรเลียนี้ คือที่ ควีนแลนด์ (Queenland)<br /><br />ในครั้งนั้น ค้นพบเพียงแค่ 2 ชิ้น ที่เมื่อรวมกันแล้วได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของก้อนที่พบที่ สตรีก เบย์ แต่กระนั้นก็ยังสามารถขายได้ราคาถึง 190,000 เหรียญ ต่อก้อนเลยทีเดียว <br /><br />บทความแปล :: abc.net.au :: <a href="http://www.underwatertimes.com/news.php?article_id=69413287501" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br /><br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060131-181018</id>
		<issued>2006-01-31T00:00:00Z</issued>
		<modified>2006-01-31T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>เรือจม มรดกทางวัฒนธรรม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060111-000258" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table>
<tr valign="top">
<td>
<font size="-1">
<img src="images/blogpics/_M12DykkerEN2710_jp_332505h.jpg">
<br>
ป้ายสัญลักษณ์ที่พร้อมติดตั้ง
<br>
รูปโดย: P&Aring;L NYMOEN / NORSK SJ&Oslash;FARTSMUSEUM
</font>
</td>
<td>
<font size="+2"><b>ค</b></font>ณะกรรมการมรดกทางวัฒนธรรมแห่งประเทศนอร์เวย์ ได้ริเริมโครงการที่ไม่เหมือนใคร คือการกำหนดจุดสัญลักษณ์ใต้น้ำแห่งประวัติศาสตร์
<br><br>
เรือจมประมาณ 30 แห่ง ทางตอนใต้ของนอร์เวย์ จะได้รับการดูแล เพื่อให้นักดำน้ำตระหนักถึงความสำคัญและเคารพในสถานที่ ในขณะที่อีกหลายประเทศยังไม่เห็นคุณค่า
<br><br>
สัญลักษณ์ที่มีรูปร่างคล้ายกับขนมปังอันแรก จะถูกกำหนดไว้ในจุดเรือจม Vest-Agder Country ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศนอร์เวย์ 
</td>
</tr>
<tr>
<td>  </td><td>  </td>
</tr>
<tr valign="top">
<td>
ป้ายสัญลักษณ์นี้ถูกผลิตขึ้นจากไทเทเนียม และโลหะป้องกันสนิม เพื่อป้องกันน้ำเค็ม และ ปัญหาอื่น ๆ จากทะเล ซึ่งป้ายดังกล่าวจะถูกวางไว้ที่ความลึก 10-30 เมตร (33-98 ฟุต) 
<br><br>
หนึ่งในคณะกรรมการกล่าวว่า พวกเขาต้องการกำหนดจุดเพื่อต้องการให้หลีกเลี่ยงการเที่ยวชมจุดเรือจม และป้องการดำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาติแห่งนั้น
<br><br>
อีกด้าน Per Vangsoy ผู้จัดการของสมาคมดำน้ำชาวนอร์เวย์ กล่าวว่า พวกเขาสนับสนุนการพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำนี้ แต่ประชาชนทั่วไปควรได้รับการยินยอมให้ไปเที่ยวชมเรือจมนี้ด้วย  
<br><br>
ส่วนผู้มีอำนาจอนุมัติในโครงการนี้ ก็กำลังรอความร่วมมือกับนักดำน้ำท้องถิ่น ในอันที่จะร้องขอให้ช่วยตรวจตราป้ายสัญลักษณ์ที่ติดตั้งไว้ใต้ทะเลตามความลึกดังกล่าว เพื่อตรวจสอบการกัดเซาะและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
</td>
<td align="right">
<img src="images/blogpics/_M12DykkTO2710_jpg_332726h.jpg">
<br>
<font size="-1">
ป้ายสัญลักษณ์ที่ถูกติดตั้งแล้วใต้ทะเล
<br>
รูปโดย: Norsk Sj&oslash;fartsmuseum
</font>
</td>
</tr>
</table>
<br>นอกจากนี้ยังกล่าวต่อไปว่า พวกเขาคาดหวังโครงการนี้จะประสบผลสำเร็จในการปกป้องเรือจมเหล่านี้ และตอนนี้จุดต่อไปที่จะเริ่มกัน ก็คือการสะสมประสบการณ์และเสียงสะท้อนจากนักดำน้ำ เพื่อการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป
<br>
<br>
<br>
แปลมาจาก :: <a href="http://www.aftenposten.no" target="_blank" >www.aftenposten.no</a> :: <a href="http://www.aftenposten.no/english/local/article1143526.ece" target="_blank">บทความต้นฉบับ</a>
<br>
<br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry060111-000258</id>
		<issued>2006-01-10T00:00:00Z</issued>
		<modified>2006-01-10T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ปลาหมีกยักษ์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry051005-103631" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[รอยเตอร์/เอพี  ต่อไปนี้ ปลาหมึกยักษ์ จะไม่เป็นแค่เพียงจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้จับภาพหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่สุดแห่งโลกทะเลลึกได้อย่างไม่น่าเชื่อได้เป็นครั้งแรก <br /><br />
<table>
<tr valign="top">
<td>
ปลาหมึกยักษ์ สิ่งมีชีวิตประหลาดลึกลับใต้ทะเลลึก ที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าและจินตนาการตามหนังสือนิทานและภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีผู้ใดพบตัวเป็นๆ จริงๆ หรือร่องรอยแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งบัดนี้ ข้อมูลปลาหมึกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีบันทึกมาก็คือปลาหมึกที่มีตัวยาว 18 เมตร ซึ่งตายลงและนำมาวัดขนาด โดยปลาหมึกยักษ์ตัวดังกล่าวถูกจับด้วยอวนของเรือประมง 
</td>
<td>
<img src=images/blogpics/squid1.jpg width=250>
</td>
</tr>
<tr valign="top">
<td>
ทว่า สึเนมิ คูโบเดรา (Tsunemi Kubodera) จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งญี่ปุ่น (National Science Museum) และเคียวอิจิ โมริ (Kyoichi Mori) จากสมาคมชมวาฬแห่งโอกาซาวารา (Ogasawara Whale Watching Association) ทั้งคู่ได้บันทึกภาพ หมึกยักษ์ หรือ อาร์ซิทิวทิส (Architeuthis) ได้เป็นครั้งแรก ขณะที่เจ้าสัตว์ลึกลับตัวนี้กำลังปะทะเข้ากับเบ็ดที่ยาว 900 เมตร ใต้ผืนน้ำอันเย็นและมืดสนิทในแถบทะเลแปซิฟิกเหนือ (North Pacific) 
</td>
<td>
<img src=images/blogpics/squid2.jpg width=250><br><font size="-2">Photograph courtesy T. Kubodera and K. Mori</font> 
</td>
</tr>
</table>
<br>
<table>
<tr valign="top">
<td>
<img src=images/blogpics/squid5.jpg width=250> <br><font size="-2">Photograph copyright New Zealand Herald/Corbis Sygma </font>
</td>
<td>
พวกเรานำภาพสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่สุดในธรรมชาติมาแสดงให้ชมกัน ทั้ง 2 กล่าวหลังจากภาพหมึกยักษ์ลงตีพิมพ์ในวาสารของราชสมาคมวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ทางด้านชีววิทยา (journal Proceedings B of the Royal Society) ในวันนี้ (28 ก.ย.) ซึ่งหมึกยักษ์ที่พบ มีสีม่วงแดงเหมือนปลาหมึกอื่นๆ ในตระกูล นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นปลาหมึกยักษ์โตเต็มที่ มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์และอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของตัวมัน 
<br><br>
ปัจจุบันนี้เรามีข้อมูลอยู่เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับเจ้า หมึกยักษ์ เพราะสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีกระดูกสันหลังใหญ่ที่สุดในโลกชนิดนี้อาศัยอยู่ในแห่งหนใดก็ยากจะระบุแน่ชัดและยังยากที่จะหาตัวเป็นๆ มาศึกษาได้ อีกทั้งการออกเรือใหญ่พร้อมทั้งอุปกรณ์เฉพาะทางในการค้นหานั้นก็ดูเหมือนจะลงทุนมหาศาลและไม่คุ้มกับผลที่ได้มา เพราะอาจคว้าน้ำเหลวเอาได้ง่ายๆ ซึ่งหมึกยักษ์ชนิดนี้จะต้องดำดึ่งลงไปค้นหาที่ใต้ทะเลลึกเท่านั้น 
<br><br>
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นคู่นี้ได้มีโอกาสพบร่องรอยปลาหมึกยักษ์นั่นก็เพราะ ทางทีมงานได้ติดตาม วาฬสเปิร์ม (Sperm Whales) ซึ่งเจ้าวาฬสเปิร์มตัวใหญ่ยักษ์นี้เป็นสัตว์ยอดนักล่าหมึกยักษ์ ที่มารวมตัวกันในทะเลลึกแถวๆ เกาะในย่านโอกาซาวารา แปซิฟิกเหนือ ระหว่างช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมที่ผ่านมา
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />ลักษณะเฉพาะที่ดูประหลาดเป็นอย่างยิ่งของปลาหมึกยักษ์นั่นก็คือ หนวดคู่ที่มีความยาวอย่างมาก แยกออกมาจากแขนสั้นๆ อีก 8 แขน ซึ่งเจ้าหนวดแสนแข็งแรงคู่นั้นมีความยาวมากกว่า 2 ใน 3 เท่าของตัวอย่างปลาหมึกตัวที่ยาวที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ระบุลงในวารสาร และเมื่อนำดีเอ็นเอมาทดสอบเปรียบเทียบ พบว่าเหมือนๆ กับปลาหมึกยักษ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่รอบเกาะญี่ปุ่น <br /><br />นอกจากนี้ พวกเขายังชี้ว่าปลาหมึกยักษ์ที่ปรากฏตัวมาให้เขาบันทึกภาพนี้มีความเป็นนักล่าสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ยิ่งนัก โดยจะใช้หนวดและแขนทั้งหมดเข้าไปพันเหยื่อ ก่อนที่จะใช้หนวดอันแข็งแรงทั้ง 2 จัดการกับเหยื่อ <br /><br />อย่างไรก็ดี นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านปลาหมึกยักษ์ โดยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีออคแลนด์ (Auckland University of Technology) ได้แสดงความยินดีกับการบันทึกภาพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่น แต่ก็แสดงความเห็นว่าการบันทึกภาพได้ครั้งนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้องค์ความรู้เกี่ยวกับหมึกยักษ์ก้าวหน้าอะไรไปมากนัก <br /><br />ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ของนิวซีแลนด์หวังว่าจะจับหมึกยักษ์ในวัยเยาว์มาศึกษาและเพาะเลี้ยง ซึ่งทีมของ ม.ออคแลนด์ก็จับมาได้แล้ว 17 ตัวเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ตายในบ่อเลี้ยงทั้งสิ้น <br /><br />
<table>
<tr valign="top">
<td>
ปลาหมึกยักษ์ หรือ อาร์ชิทิวทิส นับเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ลึกลับ เพราะไม่มีใครเคยพบหมึกยักษ์ในทะเลลึกตามธรรมชาติ ที่ผ่านมาหลายคนคาดเดาว่าสัตว์ยักษ์ชนิดนี้อาจมีอายุยืนยาวหลายสิบหรือนับร้อยปี และอาศัยในทะเลลึกหลายร้อยเมตร และปลาหมึกยักษ์ชนิดนี้กลายเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีทั้งจากตำนานกรีกโบราณและจากเรื่อง ใต้ทะเล 20,000 โยชน์ (20,000 Leagues Under the Sea) ผลงานของ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne)
</td>
<td>
<img src=images/blogpics/squidart.jpg width=250> <br><font size="-2">Illustration by John Dawson, copyright National Geographic Society</font>
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />
สำเนาจาก :: <a href=http://www.manager.co.th target="_blnk">ผู้จัดการออนไลน์</a> :: 
<a href=http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000132860 target="_blank">บทความแปล</a><br>
อ้างอิงบทความเดียวกันจากต่างประเทศ :: <a href=http://news.nationalgeographic.com/news/2005/09/0927_050927_giant_squid.html target="_blank">NationalGeographic</a><br>
<br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry051005-103631</id>
		<issued>2005-10-05T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-10-05T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>แล่เนื้อฉลามวาฬ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050811-121435" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table>
<tr valign="top">
<td>
<img src="http://img221.imageshack.us/img221/3437/whaleshshark2013tt.jpg">
</td>
<td>
<font size="+2">ไ</font>ม่นานมานี้เอง พวกเราได้ไปท่องเที่ยวดำน้ำ บริเวณทางตอนเหนือของเกาะที่สวยงามของ Zanzibar เป็นเวลาถึง 8 วัน ด้วยจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมหาศาลที่ได้พบ ไม่ว่าจะเป็น เต่าทะเล มอเรย์ กระเบนจุด ปลานโปเลียน เป็นต้น
<br>
<br>
เช้าวันสุดท้ายของเรา (4 กค. 2548) ก่อนที่จะบินกลับประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวันสบาย ๆ บนชายหาด ที่มีบรรยากาศแห่งความสนุกสนานอยู่รอบด้าน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการร้านดำน้ำที่เราไปใช้บริการว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดขึ้น คือกลุ่มชาวประมงที่ออกหาปลาตอนกลางคืน ได้กลับมาในตอนเช้าพร้อมกับฉลามวาฬหนุ่ม พวกเขาใช้เชือกผูกฉลามตัวนี้ แล้วลากติดมากับเรือหาปลา ซึ่งมันยังคงมีชีวิตอยู่ และตกอยู่สภาพอันตรายมาก
</td>
</tr>

<tr valign="top">
<td>
<br>
นักท่องเที่ยวบางคน ได้ทำการการถ่ายภาพและถ่ายวีด๊โอของชาวประมงกลุ่มนี้ ในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขากำลังตัดครีบของฉลามวาฬตัวนี้อยู่  ไม่มีใครสักคนที่จะหยุดยั้งพวกเขา หรืออธิบายให้พวกเขาให้ทราบว่า การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ชาวประมงเหล่านั้นรู้แต่เพียงว่า ครีบของฉลามมีราคาแพงมากเมื่อนำไปขายในตลาดปลา แต่หลังจากนั้นกรมประมงก็ได้รับการร้องเรียนทางโทรศัพท์ให้มาทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็ไม่ทราบว่าพวกเขาจะมาดูอะไร ได้แต่หวังให้มีการถามหาความรับผิดชอบจากชาวประมงนี้
<br><br>
ด้วยสำนึกของการดำน้ำ ผมรู้สึกไม่ดี ต่อการนำภาพฉลามวาฬที่กำลังถูกแล่เนื้อมาให้ดูนี้ จุดถ่ายภาพ มีระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร จากจุดที่พวกเราไปดำน้ำกัน ขณะนี้คือปี 2548 ที่ยังมีการเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตจากทะเล เพื่อต้องการอวัยวะบางส่วน โดยเฉพาะครีบของฉลามอีกหรือ? ทำไมกรมประมงจึงไม่ให้ความรู้ความเข้าใจต่อชาวประมงท้องถิ่น ว่าสิ่งใดพวกเขาสามารถ และไม่สามารถ นำขึ้นมาจากทะเล ทำไมจึงไม่อธิบายถึงผลกระทบต่าง ๆ ต่อไป โดยอาศัยหลักของกฏหมาย
</td>
<td>
<br>
<img src="http://img208.imageshack.us/img208/4220/whaleshshark2028xo.jpg">
</td>
</tr>

<tr valign="top">
<td>
<br>
<img src="http://img224.imageshack.us/img224/826/whaleshshark2039qv.jpg">
</td>
<td>
<br>
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การต่อสู้ของผมครั้งต่อไป จะเพื่อฉลาวาฬที่ยังอยู่ใต้น้ำ ไม่ใช่ที่อยู่ด้านบน และรูปภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องจุดประกายความตื่นตัว และเรียกร้องถึงความช่วยเหลือ เพื่ออนุรักษ์มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทีอาศัยอยู่ต่อไป
</td>
</tr>

</table>
<br /><br />เรื่องโดย :: Greg Puchert - London, England (formerly East London - South Africa)<br />ภาพโดย :: sharklife.co.za<br />เรียบเรียงจาก :: http://www.sharklife.co.za :: <a href="http://www.sharklife.co.za/news01.08.05.htm" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050811-121435</id>
		<issued>2005-08-11T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-08-11T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ยานบังคับใต้น้ำเอื้ออาทร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050805-094408" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table cellspacing="10">
<tr valign="top">
<td>
<img src="images/blogpics/0412854641807265.jpg" width=280 target="_blank">
</td>
<td>
<font size="+2"><b>ล</b></font>องพิจารณาดูว่ายานบังคับระยะไกล (Remotely Operated Vehicle: ROV) ที่ใช้กันใต้น้ำ จะมีราคาสูงถึง $8,000 ถึง หลายล้านดอลล่าห์ แต่เจ้าเครื่องที่สร้างเองนี้มีราคาแค่ $100 เท่านั้น ซึ่งเป็นยานใต้น้ำที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว 
<br><br>
ระยะเวลาในการสร้างก็เพียงแค่ 2 สัปดาห์ โดยสร้างขึ้นจากท่อพีวีซีขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งกล้อง ขาวดำ และกล้องสีไว้ พร้อมด้วยระบบไฟส่องอินฟราเรด สำหรับงานถ่ายกลางคืน มีสายไฟที่โยงไปได้ไกลถึง 100 ฟุต สำหรับป้อนพลังงานไฟฟ้า และส่งสำหรับส่งภาพวีดีโอกลับมายังพื้นผิวเพื่อกระบวนการเฝ้าติดตาม และบันทึกแบบ real-time
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />แปลมาจาก :: engadget.com :: <a href="http://www.engadget.com/entry/1234000390052652/" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050805-094408</id>
		<issued>2005-08-05T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-08-05T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ลำแสงสีแดงมรณะ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050723-162045" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[
<table>
<tr valign=&#039;top&#039;>
<td>
<a href=&#039;http://www.livescience.com/images/050707_creature_a_02.jpg&#039; target=&#039;_blank&#039;><img src=&#039;http://www.livescience.com/images/050707_creature_a_02.jpg&#039; width=&#039;250&#039; border=0></a><br>
<font size=&#039;-1&#039;>สัตว์ตัวอย่างที่เปล่งแสงได้ (Erenna specimen)<br> ค้นพบได้จากทะเลลึกนอกชายฝั่งแคลิฟอเนีย </font>
</td>
<td>
<font size=&#039;+2&#039;>สำ</font>หรับปลาแล้ว แสงสีแดงมีความอันตรายมากกว่าที่หลายคนเคยนึกถึง และยิ่งลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น
<br><br>
สิ่งที่ค้นพบใหม่จากทะเลลึก เป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับแมงกระพรุน คือการปล่อยพลังงานแสงสีแดง ภายใต้ทะเล เพื่อล่อปลาให้มาติดกับดักของมัน
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />การค้นพบนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะว่านักวิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้มาว่าภายใต้ทะเลลึกมาก ๆ  สัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ ไม่สามารถมองเห็นแสงสีแดงได้ตั้งแต่พวกมันเกิด เนื่องจากเป็นความลึกระดับที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่สัตว์ในความลึกระดับนั้น จำเป็นต้องรับรู้ถึงความแตกต่างของสี<br /><br />สัตว์ที่มีความบอบบาง ลักษณะขุ่นใส ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลังสายพันธุ์แรก ที่พบว่าพวกมันสามารถผลิตแสงสีแดงได้<br /><br />ส่วนสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ อยู่ในสกุล Erenna ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสกุลที่สามารถเปล่งแสงได้ เพื่อการป้องกันตัวจากสัตว์อื่น<br /><br />รายละเอียดจากการค้นพบ เปิดเผยขึ้นเมื่อ วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 ในวารสารวิทยาศาสตร์ ที่เปิดเผยโดย Steven Haddock จากสถาบันวิจัยทางทะเล Monterey Bay Aquarium Research Institute.<br /><br />แสงสีแดง จะถูกสร้างโดยระบบเปล่งแสงแบบฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งเป็นคลื่นแสงความยาวต่ำเช่นเดียวกับสีน้ำเงิน แต่แสงสีน้ำเงินถูกสร้างโดยกระบวนการที่เรียกว่า bioluminescence ซึ่งสิ่งมีชีวิตจะปรับเปลี่ยนสารเคมีให้เป็นแสง คล้ายกับแท่งเรืองแสงที่มีจำหน่ายให้กับเด็ก สัตว์ทะเลมีวิวัฒนาการในการผลิตแสงสีน้ำเงินเนื่องจากมันสามารถเดินทางได้ดีภายใต้มหาสมุทรนั้น<br /><br />กระบวนการ Bioluminescence นี้ เกือบจะเรียกได้ว่ามีอยู่ในเฉพาะสัตว์ทะเล ยกเว้นสัตว์ชนิดหนึ่งคือหิ่งห้อย <br /><br />ทีมงานของ Haddock ได้ใช้หุ่นยนต์ดำน้ำในการเก็บตัวอย่างสัตว์ 3 ชนิดจากทะเลปิดนอกชายฝั่งของแคลิฟอเนีย<br /><br />2 ใน 3 ของสัตว์ตัวอย่างพบว่ามีปลาอยู่ในตัวมัน ซึ่งด้วยความลึกระดับนั้นไม่มีปลาอาศัยอยู่มากนัก Haddock และเพื่อนร่วมงานของเขาชี้ให้เห็นว่าแสงสีแดงดึงดูดปลาได้ และบางทีความสามารถในการมองเห็นแสงในทะเลลึก อาจจะเป็นเรื่องปกติ เกินกว่าที่พวกเราเคยได้รับรู้กันมา<br /><br />แปลมาจาก :: livescience.com ::<a href="http://www.livescience.com/animalworld/050707_red_light.html" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br />เขียนโดย :: Robert Roy Britt, LiveScience Senior Writer<br />ภาพโดย :: Steve Haddock<br /><br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050723-162045</id>
		<issued>2005-07-23T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-07-23T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ระบบหายใจใต้น้ำแบบปลา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050614-110543" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[นักประดิษฐ์ชาวอิสราเอล ได้ทำการพัฒนาอุปกรณ์ระบบหายใจใต้น้ำโดยไม่ใช้ขวดอัดอากาศ  หลักการประดิษฐ์แบบใหม่ชนิดนี้ จะเป็นการนำอ๊อกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำมาใช้ หายใจให้กับนักดำน้ำสกูบ้า และภายในเรือดำน้ำ และการประดิษฐ์นี้เองได้รับความสนใจจาก นักประกอบการอุตหกรรมการดำน้ำ และกองทัพเรืออิสราเอล<br /><br />แนวความคิดการหายใจใต้น้ำ โดยไม่พึ่งพาขวดอากาศเป็นความฝันของ ผู้ประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์มานานหลายปี ในภาพยนตร์ของ จอร์จ ลูคัส เรื่อง Star War : The Phantom Menace ก็มีการนำอุปกรณ์ในแนวความคิดดังกล่าวมาใช้ ในตอนที่ โอบีวัน ส่งเครื่องช่วยหายใจใต้น้ำแก่ Jedi ซึ่งนิยายวิทยาศาสตร์วันวานได้กลับมาเป็น วิทยาศาสตร์แห่งความจริงในวันนี้ในโลกของเรา ด้วยนักประดิษฐ์ชาวอิสราเอลคนหนึ่งกับความฝันของเขา<br /><br />
<table>
<tr valign="top">
<td align="center">
<a href=&#039;../webboard/data/imagefiles/R14-3.jpg&#039; target=&#039;_blank&#039;><img src="../webboard/data/imagefiles/R14-3.jpg" border=&#039;0&#039; width=280></a><br>
<font size="-1">รูปโครงสร้างระบบหายใจใต้น้ำแบบใหม่</font>
</td>
<td>
มีข้อจำกัดหลายอย่างในวิธีการหายใจใต้น้ำด้วยขวดอากาศ สิ่งแรกคือเวลาทำการใต้น้ำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากแรงดันอากาศภายในขวด ข้อจำกัดอีกอันหนึ่งคือความน่าเชื่อถือในอากาศจากบริเวณแหล่งดำน้ำ ที่เติมเข้าสู่ขวด ว่ามีความสะอาดปราศจากมลพิษมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะส่งผลอันตรายต่อนักดำน้ำได้ และปัญหาสุดท้ายสำหรับการหายใจใต้น้ำด้วยขวดอากาศคือ เมื่ออากาศถูกใช้ไปจนใกล้หมดขวด ก็จะเปลี่ยนความสมดุลต่อนักดำน้ำที่อยู่ในน้ำด้วย
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />วิศวกรได้พยายามอย่างมากในการข้ามข้อจำกัดดังกล่าวมาหลายปีแล้ว เช่น เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และสถานีอวกาศก็ใช้ระบบผลิตออกซิเจนจากน้ำ โดยกระบวนการ Electrolysis คือการแยกออกซิเจนจาก ไฮโดเจน ด้วยวิธีการทางเคมี ระบบเหล่านี้ต้องการพลังงานจำนวนมากในการทำงาน ซึ่งด้วยเหตุผลนี้ เรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีขนาดเล็กกว่า จึงไม่สามารถใช้ระบบแยกออกซิเจนดังกล่าวได้ นอกจากนี้เรือดำน้ำยังต้องการปรับพื้นที่เพื่อเติมอากาศเพื่อบรรจุลงขวดอากาศบ่อยครั้งขึ้นด้วย นักดำน้ำแน่นอนว่าไม่สามารถจะที่คิดพกพาเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อนำไปป้อนเป็นพลังงานได้ ดังนั้นการข้ามขีดจำกัดนี้นักประดิษฐ์ชาวอิสราเอล Alon Bodner จึงคิดไปถึงปลาในทะเล<br /><br />ปลาไม่ต้องใช้กระบวนการทางเคมีในการแยกออกซิเจนออกจากน้ำ แต่พวกมันจะหายใจโดยใช้การซึมซับอ๊อกซิเจนจากในน้ำแทน ในมหาสมุทร คลื่นและกระแสน้ำใต้ทะลได้ช่วยผลิตอากาศเล็กภายในน้ำอยู่แล้ว การศึกษาในเชิงลึกได้แสดงให้เห็นว่าในความลึก 200 เมตรใต้ทะล มีการซึมซับของอากาศอยู่ประมาณ 1.5% ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่มันก็เพียงพอในการหายใจอย่างสบายของทั้งปลาเล็ก และปลา ภายใต้น้ำลึกขนาดนั้น<br /><br />
<table>
<tr valign="top">
<td>
<img src="../webboard/data/imagefiles/R14-4.jpg">   <br>
Alon Bodner
</td>
<td>
ความคิดของ Bodner  ถูกสร้างเป็นระบบเลียนแบบปลาที่ใช้อากาศภายในน้ำ ซึ่งจะทำให้ทั้งเรือดำน้ำขนาดเล็ก และนักดำน้ำลึก สามารถที่จะสลัดขวดอากาศที่เกะกะและมีขนาดใหญ่ทิ้งไปได้
<br><br>
ระบบที่พัฒนาโดย Bodner จะใช้หลักฟิสิกส์ที่รู้จักกันดีที่เรียกว่า Henry Law ซึ่งอธิบายการแทรกซึมของแก็สเฉื่อยในของเหลว ซึ่งกฎนี้ใช้หลักการของความดัน โดยความดันที่ลดลงก็จะคายแก็สออกจากของเหลว การสร้างออกซิเจนจากนั้น จะทำการปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างรวดเร็ว ภายใต้กล่องปิดผนึกขนาดเล็กที่พกพาลงไปใต้ทะเล ระบบนี้จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ชาร์ทไฟใหม่ได้ และการคำนวณชี้ให้เห็นว่าแบตเตอรีลิเทียม 1 กิโลกรัมสามารถป้อนพลังงานเพื่อให้นักดำน้ำสามารถดำน้ำได้นานถึง 1 ชั่วโมง
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />Bodner ได้สร้างระบบทดสอบในห้องแลปเรียบร้อยแล้ว และเขากำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างตัวต้นแบบจริง ลิขสิทธิ์สำหรับการประดิษฐ์นี้ก็ได้รับการอนุมัติจากยุโรป รวมถึงการรอการอนุมัติตรวจสอบในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย  <br /><br />โครงการนี้ก็ได้รับการดูแลจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดำน้ำ และกองทัพเรืออิสราเอล การสนับทางการเงินเบื้องต้นก็ได้รับการดูแลโดย รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ของอิสราเอล สำหรับ Bodner ขณะนี้กำลังมองหานักลงทุนเอกชนเพื่อช่วยเขาในการทำให้โครงการนี้เป็นผลสำเร็จให้ได้<br /><br />ถ้าทุกสิ่งดำเนินไปตามแผนงาน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การหายใจใต้น้ำโดยไม่ใช้ขวดอากาศ ก็จะมีให้ได้ใช้งานกัน และจะยึดติดไปกับนักดำน้ำในรูปแบบของชุดดำน้ำ ซึ่งจะทำให้พวกเขาอยู่ใต้น้ำได้นานหลายชั่วโมง<br /><br />แปลมาจาก :: http://www.isracast.com :: <a href="http://www.isracast.com/tech_news/310505_tech.htm" target="_blank" >บทความต้นฉบับ</a> <br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050614-110543</id>
		<issued>2005-06-14T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-06-14T00:00:00Z</modified>
	</entry>
	<entry>
		<title>ปริศนาอลังการล้านสีสัน อาณาจักรแนวปะการัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050520-102124" />
		<content type="text/html" mode="escaped"><![CDATA[เรื่อง : เลส คัฟมิน <br />ภาพ :  ทิม เลเมน<br /><br />
<table>
<tr valign=top>
<td>
<a href="javascript:openpopup('http://navalcadet.org/thaidive/blog/images/coral-reef_hdr.jpg',800,600,false);"><img src="http://navalcadet.org/thaidive/blog/images/coral-reef_hdr.jpg" border="0" alt="" /></a>
</td>
<td valign=top>
        นักวิทยาศาสตร์ทราบกันมานานแล้วว่าสีมีส่วนสำคัญในกระบวนการเลือกคู่และการเตือนภัยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล  แต่เมื่อราวทศวรรษ 1990 เราจึงเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ความยาวคลื่นแสง (รวมถึงสี) จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความลึกที่ต่างกัน และดวงตาของสัตว์น้ำหลายชนิดสามารถรับแสงที่กล่าวมานี้ได้ ทั้งยังมองเห็นกันและกันในลักษณะที่ต่างจากที่มนุษย์มองเห็นอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย       
</td>
</tr>
</table>
<br /><br />ผมและทิม เลเมน ช่างภาพ พากันดำดิ่งลงไปใต้ท้องทะเลแถบฟิจิและอินโดนีเซีย เพื่อศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังใช้สีสันในการดำรงชีพอย่างไร             เมื่ออยู่ท่ามกลางท้องน้ำมืดมัวนอกเขตแนวแนวปะการัง    สัตว์น้ำส่วนใหญ่จะสื่อสารด้วยประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การรับกลิ่น รสสัมผัสและเสียง โดยไม่ต้องพึ่งพาการมองเห็น แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในแนวปะการังซึ่งเป็นบริเวณที่ท้องน้ำใสสะอาดและมีแสงแดดส่องถึง การรับรู้ด้วยสายตาก็กลับมามีบทบาทสำคัญตามเดิม บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่เห็น ต่างออกมาอวดโฉมด้วยสีสันเฉิดฉาย บ้างก็เพื่อดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามและข่มขู่ศัตรูให้กลัวหงอ หรือไม่ก็กำบังตัวจากสัตว์นักล่าและพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม <br /><br />ทิมและผมเริ่มต้นด้วยการศึกษาระบบนิเวศแนวปะการังซึ่งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ในท้องทะเลฟิจิ (ดู &#039;สีสันแดนปะการังแห่งฟิจิ&#039; ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2547) ครั้งนั้น ทิมดำน้ำลงไป 25 เมตรและใช้ไฟดวงใหญ่ส่องไปที่ดงปะการังสีแดงสดใส แต่เมื่อปิดไฟเรากลับได้เห็นสีสันที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคงใกล้เคียงกับที่ปลามองเห็น  หมู่ปะการังกลายเป็นสีฟ้าอ่อน สีเขียว สีม่วงและสีเหลือง แต่เราไม่เห็นสีแดงเลย เพราะสีนี้มีความยาวคลื่นมากกว่าสีอื่นจึงถูกโมเลกุลของน้ำและตะกอนใต้น้ำดูดซับไปจนหมด ส่วนรงควัตถุสีแดงในตัวสัตว์ทะเลอาจปรากฏเป็นสีเทาหรือดำในน้ำลึก  ซึ่งเราก็ยังไม่เข้าใจว่าแล้วมันจะมีสีแดงไว้เพื่ออะไร  แต่สิ่งที่เราเข้าใจมากขึ้นในตอนนี้  คือเหตุใดสัตว์ที่อยู่ตามแนวปะการังจึงมักเป็นสีเหลืองและสีฟ้า  ทั้งๆที่สีเหล่านี้ทำให้พวกมันตกเป็นเป้าของนักสะสมปลาสวยงาม<br /><br />จัสติน มาร์แชล และจอร์จ โลซีย์ พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานทำการศึกษาเกี่ยวกับดวงตาของปลาโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า ไมโครสเปกโตรโฟโตเมทรี (microspectrophotometry) ในการวิเคราะห์รงควัตถุรับภาพ (visual pigment) และภาวะไวแสง (photosensitivity) ของดวงตาปลาหลายชนิดที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง เพื่อศึกษาลักษณะการเห็นภาพและสิ่งที่ปลามองเห็น <br /><br />	นอกจากนี้ทีมงานยังวัดความยาวคลื่นแสงที่สะท้อนจากส่วนต่างๆของปะการังเพื่อคำนวณหา &quot;สีเฉลี่ยของปะการัง&quot; และพบว่าเมื่ออยู่ในแสงธรรมชาติ สีเหลืองและสีฟ้าที่อยู่บนตัวปลาสลิดหิน ปลานกขุนทอง และปลาสินสมุทร จะกลมกลืนไปกับค่าสีเฉลี่ยของปะการังและช่วยให้มันอำพรางตัวจากสัตว์นักล่าได้<br /><br />นอกจากจะใช้สีเพื่อหลอกล่อเหยื่อแล้ว สัตว์น้ำในแนวปะการังยังใช้สีเพื่อส่ง &#039;ภาษารัก&#039; แบบสั้นๆ ปลาตามแนวปะการังหลายชนิดสามารถเปลี่ยนสีตัวได้ในชั่วพริบตา เช่น ปลานกขุนทองแฟลชเชอร์เพศผู้ฝูงหนึ่งที่เราเห็นใกล้ชายฝั่งบาหลี สามารถเปลี่ยนแถบสีบนลำตัวและครีบที่เหยียดตรงให้เป็นสีฟ้าสว่างจ้า ทำให้ปลาเพศเมียซึ่งหลงใหลในแสงสีดังกล่าวว่ายปรี่เข้าไปหาคู่ที่หมายตาไว้ พลาพ่นไข่ออกมากลุ่มใหญ่พร้อมๆกับที่ตัวผู้ฉีดน้ำเชื้อออกมาผสม เมื่อภาระกิจเสร็จสิ้นลง เจ้าตัวผู้จะกลับกลายเป็นสีน้ำตาลตามเดิม ส่วนปลามาสาวคู่รักก็รีบว่ายหนีเข้าไปซ่อนในแนวปะการัง ช่วงเวลาของการสำแดงสีสันอันบรรเจิดอาจทำให้พวกมันตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์นักล่า ดังนั้น ความสามารถในการเปลี่ยนสีตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน<br /><br />มนุษย์อาจได้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสีสันตระการตาเช่นนี้ได้ถ้ามีแสงสว่างเพียงพอ ใต้ผืนน้ำบริเวณใกล้เกาะนูซาเทนการ์รา มีฝูงปลามาชุมนุมเปิบแพลงก็ตอนตัวใสกันอย่างคึกคัก ปลาหลายชนิดที่กินแพลงก์จอนเป็นอาหารสามารถมองเห็นรังสีอัลตราไวโอเลต หรือยูวี ทำให้พวกมันเห็นแพลงก์ตอนในน้ำเป็นสีดำ เพราะแสงยูวีสามารถส่งทะลุผืนน้ำได้ลึกกว่า 100 เมตร ถึงแม้สายตามนุษย์จะมองไม่เห็นรังสีนั้นก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นปลาบางชนิดไม่เพียงมองเห็นแสงยูวีเท่านั้น แต่ยังมีเซลล์สะท้อนแสงยูวีบนลำตัว เพื่อสื่อสารกับพวกพ้องอีกด้วย เช่นปลานิดหินสามารถส่งสัญญาณถึงกันได้เมื่ออยู่ในแสงยูวี โดยที่สัตว์นักว่าอื่นๆมองไม่เห็น การค้นพบดังกล่าวทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า โลกใต้น้ำยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายเพียงใดที่ตาเรามองไม่เห็น<br /><br />ติดตามอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ใน National Geographic ฉบับภาษาไทย  ประจำเดือนพฤษภาคม 2548 :<a href="http://www.ngthai.com/feature.asp?id=292" target="_blank" >http://www.ngthai.com/feature.asp?id=292</a> <br />]]></content>
		<id>http://www.thaidive.org/blog/index.php?entry=entry050520-102124</id>
		<issued>2005-05-20T00:00:00Z</issued>
		<modified>2005-05-20T00:00:00Z</modified>
	</entry>
</feed>

